พลังบวก สร้างชีวิตที่ดีในวัย 50+ งานวิจัยบอกว่า ความคิดของเราสำคัญกว่าที่คิด

พลังบวก สร้างชีวิตที่ดีในวัย 50+ งานวิจัยบอกว่า ความคิดของเราสำคัญกว่าที่คิด



เมื่อก่อนเราก็เคยคิดนะคะว่า คนเราจะแก่ช้าหรือสุขภาพดี ก็คงขึ้นอยู่กับการกินอาหารดี ๆ ออกกำลังกาย หรือหาหมอเก่ง ๆ แต่พออายุ 56 ปี เรากลับรู้สึกว่า สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเรามากที่สุด กลับเป็น "วิธีคิด" ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยิ้มทั้งวัน หรือห้ามเศร้านะคะ เพราะชีวิตจริงไม่มีใครทำได้ แต่พอเราเลิกกังวลกับเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ และหันมาใช้เวลากับสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น ทุกอย่างก็ดูเบาขึ้นจริง ๆ พอไปอ่านงานวิจัย ก็ยิ่งรู้สึกว่า สิ่งที่เราเจอไม่ได้คิดไปเองค่ะ

งานวิจัยบอกว่า คนที่มองการแก่ลงในแง่บวก มีแนวโน้มสุขภาพดีกว่า

งานวิจัยของศาสตราจารย์ Becca Levy จาก Yale School of Public Health ติดตามผู้คนเป็นเวลาหลายปี พบว่า ผู้ที่มีทัศนคติเชิงบวกต่อการสูงวัย เช่น มองว่าความแก่คือช่วงเวลาของประสบการณ์ การเรียนรู้ และการเติบโต มีอายุเฉลี่ยยืนยาวกว่าผู้ที่มองการแก่ลงในแง่ลบประมาณ 7.5 ปี พออ่านถึงตรงนี้ เราแอบยิ้มเลยค่ะ เพราะเมื่อก่อนเราเองก็กลัวความแก่เหมือนกัน กลัวว่าหน้าจะเหี่ยว กลัวสุขภาพจะไม่ดี กลัวว่าจะอยู่คนเดียว แต่ทุกวันนี้กลับรู้สึกว่า การแก่ไม่ได้น่ากลัวเท่าการใช้ชีวิตด้วยความกังวลทุกวันค่ะ

ความคิดส่งผลต่อร่างกายจริงหรือ

ตอนแรกเราก็สงสัยนะคะว่า แค่คิดบวก มันจะช่วยร่างกายได้ยังไง พออ่านข้อมูลหลายแหล่งก็ถึงเข้าใจว่า เวลาที่เราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด หรือ คอร์ติซอล (Cortisol) ออกมามากกว่าปกติ หากเป็นต่อเนื่องนาน ๆ ก็อาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน การอักเสบในร่างกาย และสุขภาพโดยรวมได้ ในทางกลับกัน เมื่อเราผ่อนคลายมากขึ้น นอนหลับดีขึ้น และจัดการความเครียดได้ดี ร่างกายก็มีโอกาสฟื้นตัวได้ดีขึ้นเช่นกันค่ะ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports ปี 2023 พบว่า ผู้สูงอายุที่ได้รับการฝึกคิดเชิงบวก มีความยืดหยุ่นทางจิตใจและความพึงพอใจในชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ทุกวันนี้ เราพยายามเปลี่ยนวิธีคิดทีละนิด

เมื่อก่อนเวลาส่องกระจก เราจะมองแต่ริ้วรอย มองแต่ผมหงอก แล้วก็แอบบ่นกับตัวเองว่า แก่จังเลย แต่เดี๋ยวนี้เราพยายามมองอีกมุมค่ะ ริ้วรอยเหล่านี้คือร่องรอยของชีวิตที่เราใช้มาอย่างเต็มที่ ผ่านทั้งวันที่สุขและวันที่ทุกข์ ผ่านการทำงาน การเลี้ยงลูก การดูแลครอบครัว และการลุกขึ้นใหม่ในวันที่เหนื่อย มันอาจไม่ใช่ผิวที่เรียบเหมือนตอนอายุยี่สิบ แต่เป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวค่ะ

หาเหตุผลเล็ก ๆ ที่ทำให้อยากตื่นขึ้นมาในทุกเช้า

เมื่อก่อนเราคิดว่า เป้าหมายของชีวิตต้องยิ่งใหญ่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วค่ะ บางวันแค่ตื่นมาได้เดินออกกำลังกาย ได้รดน้ำต้นไม้ ได้เขียนบทความ ได้โทรคุยกับลูก หรือได้ชงกาแฟแก้วโปรดแล้วนั่งฟังเพลงเงียบ ๆ แค่นี้ก็รู้สึกว่าวันนั้นมีความหมายแล้ว งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า คนที่มีเป้าหมายในการใช้ชีวิต แม้จะเป็นเป้าหมายเล็ก ๆ ก็มีแนวโน้มสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีกว่า

อยู่กับคนที่ทำให้เราสบายใจ

พออายุมากขึ้น เราเริ่มรู้ว่า ไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนเยอะค่ะ แค่มีคนไม่กี่คนที่คุยแล้วสบายใจ เข้าใจกัน และทำให้เราหัวเราะได้ ก็เพียงพอแล้ว บางครั้งการได้ออกไปเดินกับเพื่อน กินข้าวด้วยกัน หรือคุยโทรศัพท์ไม่กี่นาที ก็ช่วยเติมพลังใจได้มากกว่าที่คิด

ฝึกขอบคุณเรื่องเล็ก ๆ ในแต่ละวัน

ช่วงหลัง ๆ เราชอบคิดถึงสิ่งดี ๆ ก่อนนอนค่ะ

  • วันนี้เดินได้ครบตามที่ตั้งใจ
  • วันนี้สุขภาพแข็งแรง
  • วันนี้ได้กินของอร่อย
  • วันนี้มีคนส่งข้อความมาทัก

บางวันเรื่องดี ๆ ก็เล็กมาก แต่พอรวมกันทุกวัน กลับทำให้รู้สึกว่าชีวิตยังมีเรื่องให้น่าขอบคุณอีกเยอะ งานวิจัยเกี่ยวกับการฝึกความกตัญญู (Gratitude) ก็พบว่า การจดจำสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ช่วยเพิ่มความสุขและลดความเครียดได้จริงค่ะ

การออกกำลังกายไม่ได้ดีแค่ร่างกาย

ทุกวันนี้เราไม่ได้ออกกำลังกายหนักเลยค่ะ แค่เดินวันละประมาณ 30 นาที บางวันยืดเหยียดเบา ๆ บางวันเดินในสวน แค่นี้ก็รู้สึกว่าอารมณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังเดินเสร็จ ความคิดที่เคยฟุ้งก็เบาลง หลับง่ายขึ้น และรู้สึกสดชื่นกว่าเดิม

สิ่งที่เราพยายามเลิกทำ

อีกเรื่องที่ช่วยให้ใจสบายขึ้น คือเลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นค่ะ โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย เมื่อก่อนเห็นคนอื่นเที่ยว ก็รู้สึกว่าเราไม่มี เห็นคนอื่นหน้าเด็ก ก็แอบน้อยใจ แต่ตอนนี้คิดได้ว่า ทุกคนมีเส้นทางชีวิตของตัวเอง เราไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร ขอแค่วันนี้สุขภาพดีกว่าเมื่อวาน ใจสงบกว่าเมื่อวาน และมีความสุขมากกว่าเมื่อวาน ก็ถือว่าดีพอแล้วค่ะ

เมื่อก่อนเราคิดว่า ความสุขคือการมีทุกอย่างพร้อม แต่พออายุ 56 ปี กลับรู้สึกว่า ความสุขคือการตื่นเช้ามาแล้วร่างกายยังพาเราไปในที่ที่อยากไปได้ มีคนที่รัก มีงานที่ชอบ และยังดูแลตัวเองได้ งานวิจัยหลายชิ้นบอกตรงกันว่า วิธีคิดของเรามีความสัมพันธ์กับสุขภาพกายและสุขภาพใจในระยะยาว สำหรับเรา ความคิดบวกไม่ใช่การฝืนยิ้มตลอดเวลา หรือทำเป็นว่าไม่มีปัญหา แต่มันคือการยอมรับว่า ชีวิตมีทั้งวันที่ดีและวันที่เหนื่อย และเชื่อว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังค่อย ๆ ก้าวต่อไปได้

วัย 50+ ไม่ใช่ปลายทางของชีวิตค่ะ แต่เป็นช่วงเวลาที่เราเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้น เลือกใช้ชีวิตในแบบที่มีความสุขมากขึ้น และให้คุณค่ากับสิ่งเล็ก ๆ ที่เมื่อก่อนอาจมองข้าม สำหรับเรา...แค่นี้ก็เป็นชีวิตที่ดีแล้วค่ะ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. Levy B. (2002). Thinking Positively About Aging Extends Life More than Exercise and Not Smoking. Yale School of Public Health. สืบค้นจาก https://news.yale.edu/2002/07/29/thinking-positively-about-aging-extends-life-more-exercise-and-not-smoking
  2. Pourdavarani A. et al. (2024). The effect of positive thinking training on anxiety and happiness among older adults. Wolters Kluwer Medknow Publications. สืบค้นจาก https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10979770
  3. Mirghafourvand M. et al. (2023). The effect of positive thinking on resilience and life satisfaction of older adults: a randomized controlled trial. Scientific Reports. สืบค้นจาก https://www.nature.com/articles/s41598-023-30684-y
  4. NPR Health. (2016). Could Thinking Positively About Aging Be The Secret Of Health. สืบค้นจาก https://www.npr.org/sections/health-shots/2016/05/28/479751942

พลังบวก, ความคิดบวก, สุขภาพจิตวัยทอง, ชะลอวัย, ผู้หญิงวัย50, สุขภาพดีวัย50, PositiveThinking, HealthyAging, MentalHealth50, WomensWellness


ความคิดเห็น